'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ!

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ!

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 4

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงโทษสถานหนัก สถานกลาง และสถานเบา สำหรับภิกษุที่ล่วงละเมิดทางสิขาบท หากไม่ละอายใจในความผิดก็เป็นเพียง “ภิกษุลวงโลก” เป็นอย่างไรต้องติดตาม

พฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น.

ในครั้งพุทธกาล พระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบัญญัติสิกขาบทในพระวินัยทีละข้อ การบัญญัติสิกขาบทนั้นขึ้นอยู่กับกรณีที่มีเหตุการณ์การประพฤติปฏิบัติของ “ภิกษุ” ที่ไม่เหมาะสมกับเพศบรรพชิต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกำลังของ “กิเลส” ที่เกิดขึ้นกับภิกษุผู้นั้น

แม้ว่าพระพุทธองค์จะทรงมี “พระสัพพัญญุตญาณ” (พระญาณที่รู้สิ่งทั้งปวง พระญาณนี้ไม่มีแก่บุคคลทั่วไป คือมีเฉพาะบุคคลผู้เลิศผู้เดียวในแต่ละยุค คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า) แต่ก็ไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อให้ “ภิกษุ” ผู้นั้นเกิดความละอายในความผิดที่ได้ประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม

ทุกครั้งที่เกิดกรณีต่างๆ จะทรงนำเข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์เพื่อให้รับทราบและพิจารณาร่วมกัน เมื่อที่ประชุมสงฆ์เห็นชอบกับสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ สิกขาบทจากที่ประชุมสงฆ์จึงเป็นข้อประพฤติปฏิบัติแก่ “ภิกษุ” เพื่อเป็นการอุปถัมภ์เกื้อกูลแก่ภิกษุผู้เห็นโทษของกิเลส โดยเว้นในสิ่งที่ผิดและน้อมนำประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูก

สิกขาบททั้งหมดมี 227 ข้อ แบ่งเป็นโทษสถานหนัก โทษสถานกลางและโทษสถานเบา โทษสถานหนักเป็นอาบัติปาราชิกมี 4 ข้อ ได้แก่

1.ห้ามภิกษุเสพเมถุนกับมนุษย์ อมนุษย์ เช่น สัตว์ดิรัจฉาน เปรต เป็นต้น ไม่ว่าตายหรือยังมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ศพเมื่อมีจิตรับจะทำเมถุนกับสิ่งนั้น

2.ห้ามลักทรัพย์ ตั้งแต่ 5 มาสก (ประมาณ 1 บาทในยุคปัจจุบัน) ถ้าลักทรัพย์ต่ำกว่าเป็นอาบัติข้ออื่น โดยมีจิตคิดจะเอาและได้ทรัพย์นั้นแล้ว

3.ห้ามฆ่ามนุษย์และทำแท้งกับหญิงที่มีครรภ์ (มีเจตนากระทำให้มนุษย์ตายหรือเด็กในครรภ์ตาย)

4.ห้ามอวดอุตริมนุสธรรม คือไม่มีฌานก็ว่ามี ไม่ได้มรรคไม่ได้ผลก็อ้างว่ามี

การอุปมาภิกษุที่มีโทษสถานหนักเป็นอาบัติปาราชิกเปรียบเหมือนใบไม้ที่เหลืองหล่นจากขั้วไม่สามารถที่จะกลับมาเขียวสดได้อีก ตาลยอดด้วนไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามได้อีก บุคคลผู้มีศีรษะขาดไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ศิลาแตกไม่อาจที่จะประสานให้สนิทเท่ากันได้

“ภิกษุ” ที่ล่วงละเมิดสิกขาบท ซึ่งมีโทษสถานหนักเป็นอาบัติปาราชิก ต้องขาดจากความเป็น “ภิกษุ” หากไม่มีสำนึกละอายใจในความผิดที่ได้กระทำก็เป็นเพียงอลัชชีหรือ “ภิกษุลวงโลก” อย่าได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ในเพศบรรพชิตอีกต่อไปเลย

เพื่อจะได้ไม่สร้างความมัวหมองและความเสื่อมเสียแก่ “พระพุทธศาสนา” สึกออกจากเพศบรรพชิตมาสู่เพศคฤหัสถ์จะดีกว่า...เพราะจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นอิสระตามที่มีความมุ่งมาตรปรารถนา ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดโทษอันร้ายแรงในภพภูมิข้างหน้า.

….........................................

คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ

โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

บทความที่เกี่ยวข้อง

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 1

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 2

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 3
 

­... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/645116

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

3 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับเลิฟเลิฟ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
619

ยุคนี้อย่างว่านะ  ผู้คนไม่รู้จะไปพึงพาใครแล้วนะ

ขนาด 4.0 ยังขนาดนี้เลยนะ  สื่อมวลชนยุคนี้เอาแต่ได้นะ

ถ้าใกล้ๆหวยออกลองดูสื่อบางสื่อนะ  ลงอภินิหารนาคน้อยนาคใหญ่ ให้หวยแม่นอย่างนั้นอย่างนี้นะ

ถ้ามึงแม่นจริงทำไมมึงไม่แทงซะเองละ  มารำให้ปวดเมื่อยฮำไปทำไมละ 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
SO

When the head of the Bhudha in Thailand plays politics for his own power, that will be the result.

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0